ค้นหาบล็อกนี้

วันศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

วันอาทิตย์ที่ 30 ตุลาคม 2022 สัปดาห์ที่ 31 เทศกาลธรรมดา ปี C

วันอาทิตย์ที่ 30 ตุลาคม  2022 

สัปดาห์ที่ 31 เทศกาลธรรมดา ปี C

อาทิตย์ที่ 31 เทศกาลธรรมดา

 

ข่าวดี  ลูกา 19:1-10

          (1)พระเยซูเจ้าเสด็จเข้าเมืองเยรีโคและกำลังจะเสด็จผ่านเมืองนั้น  (2)ชายคนหนึ่งชื่อศักเคียส เป็นหัวหน้าคนเก็บภาษี เป็นคนมั่งมี  (3)เขาพยายามมองดูว่าใครคือพระเยซูเจ้า แต่ก็มองไม่เห็นเพราะมีคนมากและเพราะเขาเป็นคนร่างเตี้ย  (4)เขาจึงวิ่งนำหน้าไป ปีนขึ้นต้นมะเดื่อเทศ เพื่อให้เห็นพระเยซูเจ้า  (5)เพราะพระองค์กำลังจะเสด็จผ่านไปทางนั้น เมื่อพระเยซูเจ้าเสด็จมาถึงที่นั่น  ทรงเงยพระพักตร์ขึ้นทอดพระเนตรตรัสกับเขาว่า ศักเคียส  รีบลงมาเถิด เพราะเราจะไปพักที่บ้านท่านวันนี้  (6)เขารีบลงมาต้อนรับพระองค์ด้วยความยินดี  (7)ทุกคนที่เห็นต่างบ่นว่า  เขาไปพักที่บ้านคนบาป  (8)ศักเคียสยืนขึ้นทูลพระเยซูเจ้าว่า ‘พระเจ้าข้า ข้าพเจ้าจะยกทรัพย์สมบัติครึ่งหนึ่งให้แก่คนจน และถ้าข้าพเจ้าโกงสิ่งใดของใครมา ข้าพเจ้าจะคืนให้เขาสี่เท่า’  (9)พระเยซูเจ้าตรัสว่า ‘วันนี้  ความรอดพ้นมาสู่บ้านนี้แล้ว  เพราะคนนี้เป็นบุตรของอับราฮัมด้วย  (10)บุตรแห่งมนุษย์มาเพื่อแสวงหาและเพื่อช่วยผู้ที่เสียไปให้รอดพ้น’

 

************************

 

          เมืองเยรีโคตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำจอร์แดน จึงเป็นศูนย์กลางเชื่อมเส้นทางระหว่างกรุงเยรูซาเล็มกับดินแดนทางตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดนเข้าด้วยกัน

          เยรีโคยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยต้นปาล์ม อินทผลัม ยางไม้หอม และกุหลาบ จนได้รับการขนานนามว่า “เมืองแห่งต้นปาล์ม”

โยเซฟุส นักประวัติศาสตร์ชาวยิวถึงกับเรียกเมืองเยรีโคว่าเป็น ดินแดนของพระเจ้า และ เมืองที่มั่งคั่งที่สุดในปาเลสไตน์

          ด้วยเหตุที่เป็นศูนย์กลางของการเดินทางและการค้าขายกับดินแดนทางตะวันออก กอปรกับธรรมชาติเอื้ออำนวยให้มีความอุดมสมบูรณ์  เยรีโคจึงเป็นศูนย์กลางการเก็บภาษีที่สำคัญที่สุดในปาเลสไตน์

          เดิมทีโรมเก็บภาษีบรรดาเมืองขึ้นซึ่งรวมถึงปาเลสไตน์ด้วยโดย การให้สัมปทาน แต่ละเขตแก่ผู้ที่เสนอผลประโยชน์สูงสุดแก่โรม  ตราบใดที่ผู้ได้รับสัมปทานสามารถส่งภาษีได้ครบตามสัญญา โรมจะให้สิทธิพวกเขาเก็บภาษีหรือขูดรีดอะไรก็ได้จากประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตนั้น โดยที่ประชาชนแทบไม่รู้เลยว่าภาษีที่พวกเขาต้องจ่ายตามกฎหมายมีอะไรบ้าง เพราะสมัยนั้นยังไม่มีหนังสือพิมพ์ วิทยุ หรือโทรทัศน์

          แน่นอนว่าผู้รับสัมปทานแต่ละรายต่างนำสิทธิที่ได้รับจากโรมไปใช้ในทางที่ผิดจนเกิดปัญหาตามมามากมาย  ที่สุดโรมจึงยกเลิกระบบดังกล่าวและหันมาจัดเก็บภาษีเอง  กระนั้นก็ตามคนเก็บภาษีซึ่งแม้จะทำงานให้โรมโดยตรงก็ยังไม่ยอมละทิ้งวัฒนธรรมดั้งเดิม นั่นคือทั้งโลภ ทั้งโกง และทั้งแสวงหาผลประโยชน์ใส่ตน

          ภาษีที่ต้องจ่ายมี 2 ประเภท ประเภทแรกคือภาษีรัฐ ตัวอย่างเช่น ภาษีรายหัวที่ชายอายุ 14-65 ปีและหญิงอายุ 12-65 ปีทุกคนต้องจ่ายเป็นรายปี  ภาษีที่ดินร้อยละสิบหากปลูกข้าว ถ้าปลูกองุ่นและน้ำมันร้อยละยี่สิบ  ภาษีเงินได้ร้อยละหนึ่ง เป็นต้น  ภาษีประเภทนี้ไม่ค่อยมีการบิดเบือนมากนัก

          ภาษีประเภทที่สองคือภาษีอากรที่เหลือทุกชนิด เช่นภาษีการใช้ถนน ท่าเรือ ตลาด ภาษีนำเข้าและส่งออก รวมถึงภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้าบางชนิด

          ยกตัวอย่างเฉพาะภาษีการใช้ถนนซึ่งเรียกเก็บตามจำนวนล้อและชนิดของสัตว์ที่ใช้ลากจูงเกวียน  การลงบัญชีจำนวนล้อหรือชนิดของสัตว์ว่าก่อให้เกิดความเสียหายต่อถนนมากน้อยเพียงใดล้วนขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของคนเก็บภาษี  นอกจากนั้นคนเก็บภาษียังมีอำนาจสั่งให้หยุดเกวียนกลางถนน แล้วรื้อหีบห่อสินค้าต่าง ๆ เพื่อตรวจเก็บภาษีตามความพอใจ  หากประชาชนมีเงินไม่พอจ่ายค่าภาษี พวกเขายังเตรียมเงินไว้ให้กู้ยืมด้วยอัตราดอกเบี้ยที่แพงลิบลิ่ว

          คนเก็บภาษีจึงมีฐานะทางเศรษฐกิจร่ำรวยมาก แต่ฐานะทางสังคมกลับตกต่ำที่สุด เพราะชาวยิวพากันเกลียดชังและจัดชั้นพวกเขาให้อยู่กลุ่มเดียวกันกับโจรและฆาตกร

          ที่สำคัญศักเคียสไม่ใช่คนเก็บภาษีธรรมดา แต่เป็นถึงหัวหน้าคนเก็บภาษีของเมืองที่มั่งคั่งที่สุดในปาเลสไตน์

          ความร่ำรวยของศักเคียสจึงไม่ต้องพูดถึง !

          และกับศักเคียสที่ชาวยิวถือว่าเลวเทียบเท่าโจรและฆาตกรนี้เอง ที่พระเยซูเจ้าตรัสว่า วันนี้ความรอดพ้นมาสู่บ้านนี้แล้ว (ลก 19:9)

          เกิดอะไรขึ้นกับศักเคียสหรือ ?

          ประการแรก ศักเคียสร่ำรวยแต่ไม่มีความสุข

          เขาโดดเดี่ยวเพราะเลือกอาชีพที่ไม่มีใครอยากคบหาสมาคมด้วย  ความร่ำรวยไม่ช่วยให้เขามีความสุข  เงินทองไม่ใช่คำตอบสุดท้ายสำหรับเขา

          โชคดีที่เขาได้ยินมาว่าคนชื่อ เยซู ต้อนรับคนเก็บภาษีและคนบาป  เขาจึงอยากรู้ว่าพระองค์จะตรัสกับเขาว่าอย่างไร ?

ด้วยเหตุที่ผู้คนพากันดูหมิ่นและเกลียดชัง ศักเคียสจึงพยายามแสวงหาความรักของพระเจ้ามาเติมเต็มชีวิตของเขา

ประการที่สอง เมื่อศักเคียสตั้งใจพบพระเยซูเจ้า เขาไม่ยอมให้สิ่งใดมาหยุดยั้ง !

ด้วยความที่เป็นคนร่างเตี้ยและเป็นที่เกลียดชังของผู้คนทั่วไป การฝ่าฝูงชนมากมายเข้าพบพระเยซูเจ้าจึงต้องถือว่าเป็นความกล้าหาญชาญชัยอย่างยิ่ง เพราะฝูงชนคงไม่ยอมพลาดโอกาสทองที่จะประเคนทั้งศอก ทั้งเข่าใส่เขาอย่างเมามัน  และเขาคงต้องกลับบ้านพร้อมกับรอยฟกช้ำดำเขียวทั้งตัว

แต่ศักเคียสไม่ยอมให้โอกาสที่จะพบพระเยซูเจ้าซึ่งอยู่ใกล้แค่เอื้อมหลุดลอยไปเด็ดขาด แม้จะต้องเสี่ยงชีวิตฟันฝ่าอุปสรรคใหญ่หลวงเพียงใดก็ตาม เขาจึงวิ่งนำหน้าไป ปีนขึ้นต้นมะเดื่อเทศ เพื่อให้เห็นพระเยซูเจ้า (ลก 19:4)

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับคนร่างเตี้ยอย่างเขา !

ประการที่สาม เมื่อได้พบพระเยซูเจ้า ศักเคียสเปลี่ยนชีวิตใหม่หมด

เมื่อพระองค์ตรัสกับเขาว่า ศักเคียส รีบลงมาเถิด เพราะเราจะไปพักที่บ้านท่านวันนี้  (ลก 19:5) ศักเคียสค้นพบทันทีว่าเขาได้ เพื่อนใหม่ ที่วิเศษสุดแล้ว

เขาตัดสินใจเปลี่ยนวิถีชีวิตทันที !

เขายกสมบัติครึ่งหนึ่งให้แก่คนจน  อีกครึ่งหนึ่งที่เหลือก็ไม่ได้เก็บไว้ใช้เอง แต่เพื่อชดใช้ความเสียหายสี่เท่าแก่คนที่เขาได้โกงมา (ลก 19:8)

การชดใช้ สี่เท่า ถือว่าเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้มาก !

กฎหมายกำหนดว่า ถ้าผู้ใดขโมยโคหรือแกะไปฆ่าหรือขาย ผู้นั้นจะต้องชดใช้ในอัตราโคห้าตัวต่อโคหนึ่งตัว (หนึ่งตัวทดแทนโคที่ถูกฆ่าหรือขาย อีกสี่ตัวเป็นค่าปรับ - ผู้เขียน) แกะสี่ตัวต่อแกะหนึ่งตัว (ค่าปรับสามเท่า) (อพย 21:37) แต่ ถ้าพบสัตว์ที่เขาขโมยไปยังมีชีวิตอยู่ไม่ว่าจะเป็นโค ลาหรือแกะ เขาจะต้องชดใช้เป็นสองเท่า (อพย 22:3)

แต่ถ้าขโมยสำนึกผิดและนำสิ่งของที่ได้มาไปคืนเจ้าของดังเช่นกรณีของศักเคียส เขาจะต้องนำทุกสิ่งที่เขาได้มาไปคืนแก่เจ้าของ เพิ่มค่าปรับอีกหนึ่งในห้าของราคาสิ่งของเหล่านั้น (อพย 5:24)

แต่ศักเคียสพร้อมชดใช้ความเสียหายหรือค่าปรับสี่เท่าในทุกกรณี ซึ่งเกินกว่ากฎหมายกำหนดถึงยี่สิบเท่า !!

ศักเคียสไม่เพียงเปลี่ยนแปลงความคิดและจิตใจเท่านั้น แต่เขาเปลี่ยนแปลงการกระทำด้วย

เขาทำให้เห็นว่า คำพูดยืนยันใด ๆ ย่อมไร้ค่าหากปราศจากการกระทำ !

เช่นเดียวกัน พระเยซูเจ้าทรงเรียกร้องให้เราเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เพียงคำพูด แต่ต้องเปลี่ยนแปลงทั้งชีวิต

นี่คือเคล็ดลับที่ทำให้พระองค์ตรัสว่า วันนี้ ความรอดพ้นมาสู่บ้านนี้แล้ว !!!





*************************************



วันเสาร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2565

วันอาทิตย์สัปดาห์ที่ 30 เทศกาลธรรมดา

วันอาทิตย์สัปดาห์ที่ 30 เทศกาลธรรมดา

 

ข่าวดี  ลูกา 18:9-14

(9)พระเยซูเจ้าตรัสเล่าเรื่องอุปมานี้ให้บางคนที่ภูมิใจว่าตนเป็นผู้ชอบธรรมและดูหมิ่นผู้อื่นฟังว่า  (10)มีชายสองคนขึ้นไปอธิษฐานภาวนาในพระวิหาร คนหนึ่งเป็นชาวฟาริสี อีกคนหนึ่งเป็นคนเก็บภาษี  (11)ชาวฟาริสียืนอธิษฐานภาวนาในใจว่า ข้าแต่พระเจ้า ข้าพเจ้าขอบพระคุณพระองค์ที่ข้าพเจ้าไม่เป็นเหมือนมนุษย์คนอื่น ที่เป็นขโมย อยุติธรรม ล่วงประเวณี หรือเหมือนคนเก็บภาษีคนนี้  (12)ข้าพเจ้าจำศีลอดอาหารสัปดาห์ละสองวัน และถวายหนึ่งในสิบของรายได้ทั้งหมดของข้าพเจ้า  (13)ส่วนคนเก็บภาษียืนอยู่ห่างออกไป ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ได้แต่ข้อนอก  พูดว่า ข้าแต่พระเจ้า โปรดทรงพระกรุณาต่อข้าพเจ้าคนบาปด้วยเถิด  (14)เราบอกท่านทั้งหลายว่าคนเก็บภาษีกลับไปบ้าน ได้รับความชอบธรรม แต่ชาวฟาริสีไม่ได้รับ  เพราะว่าผู้ใดที่ยกตนขึ้นจะถูกกดให้ต่ำลง ผู้ใดที่ถ่อมตนลง จะได้รับการยกย่องให้สูงขึ้น

 

****************************

 

          ชาวยิวผู้ศรัทธาอธิษฐานภาวนาวันละ 3 ครั้งคือ เก้าโมงเช้า เที่ยง และบ่ายสามโมง โดยเชื่อกันว่าคำอธิษฐานภาวนาจะบังเกิดผลสูงสุดก็ต่อเมื่อกระทำในพระวิหารที่กรุงเยรูซาเล็ม

ด้วยเหตุนี้ เมื่อถึงกำหนดเวลาจึง มีชายสองคนขึ้นไปอธิษฐานภาวนาในพระวิหาร คนหนึ่งเป็นชาวฟาริสี อีกคนหนึ่งเป็นคนเก็บภาษี (ลก 18:10)

          คนแรก ชาวฟาริสี

          เขาเริ่มต้นด้วยการขอบพระคุณพระเจ้าที่โปรดให้เขาไม่เหมือนมนุษย์คนอื่น ที่เป็นขโมย อยุติธรรม ล่วงประเวณี รวมถึงไม่เหมือนคนเก็บภาษีที่ยืนอธิษฐานภาวนาอยู่ข้างเขาด้วย  ต่อจากนั้นเขารายงานพระเจ้าว่า ข้าพเจ้าจำศีลอดอาหารสัปดาห์ละสองวัน และถวายหนึ่งในสิบของรายได้ทั้งหมดของข้าพเจ้า (ลก 18:12)

          อันที่จริงกฎหมายของโมเสสกำหนดให้จำศีลอดอาหารเพียงปีละครั้งเท่านั้นคือ “ในวันที่สิบของเดือนที่เจ็ด ท่านทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นชาวอิสราเอลหรือคนต่างด้าวที่มาอาศัยอยู่กับท่าน จะต้องจำศีลอดอาหาร และไม่ทำงานใด ๆ  เพราะวันนั้นเป็นวันที่จะมีพิธีถวายบูชาขออภัยบาปสำหรับท่าน เพื่อชำระมลทิน...นี่เป็นข้อกำหนดตลอดไป (ลนต 16:29–31; 23:27–32)

สำหรับผู้ที่ปรารถนาได้รับบุญกุศลเป็นพิเศษสามารถจำศีลอดอาหารเพิ่มเติมได้ทุกวันจันทร์และวันพฤหัสบดี

น่าสังเกตว่าทั้งวันจันทร์และวันพฤหัสบดีเป็นวันที่มีตลาดนัดในกรุงเยรูซาเล็ม  ผู้คนมากมายพากันเข้าเมือง  ยิ่งผู้จำศีลอดอาหารนิยมแต่งหน้าแต่งตาให้ดูซีดและสวมเสื้อผ้ายับยู่ยี่ด้วยแล้ว ไม่ว่าใครก็ตามที่ผ่านไปผ่านมาเพื่อซื้อขายสินค้าเป็นต้องเห็นความศรัทธาของพวกเขาทันที

ฟาริสีที่พระเยซูเจ้าทรงกล่าวถึงก็เป็นหนึ่งในบรรดาคนเหล่านี้ !

นอกจากจำศีลอดอาหารแล้ว พระยาห์เวห์ยังตรัสสั่งอาโรนว่า เราให้หนึ่งในสิบจากผลผลิตของแผ่นดินอิสราเอลเป็นมรดกแก่ชนเลวี เป็นค่าตอบแทนการรับใช้ดูแลที่เขาปฏิบัติในกระโจมนัดพบ (กดว 18:21) และ ทุก ๆ ปี ท่านจะต้องกันหนึ่งในสิบจากผลิตผลของไร่นาที่ท่านเพาะปลูก (ฉธบ 14:22)

          จะเห็นว่ากฎหมายกำหนดให้ถวายเฉพาะหนึ่งในสิบของ ผลิตผลจากไร่นา เท่านั้น แต่ฟาริสีผู้นี้กลับถวายหนึ่งในสิบของ รายได้ทั้งหมด (ลก 18:12) ซึ่งเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

          อันที่จริงพฤติกรรมของฟาริสีผู้นี้ที่ ภูมิใจว่าตนเป็นผู้ชอบธรรมและดูหมิ่นผู้อื่น (ลก 18:9) นั้นไม่ได้แตกต่างหรือเลวร้ายไปกว่าฟาริสีคนอื่น ๆ เลย เพราะมีการค้นพบบันทึกคำอธิษฐานภาวนาของรับบีคนหนึ่ง ความว่า ข้าพเจ้าขอขอบพระคุณพระองค์ พระเจ้าของข้าพเจ้า ที่ทรงโปรดให้ข้าพเจ้าเป็นส่วนหนึ่งของบัณฑิตยสภา ไม่เหมือนกับคนอื่นที่นั่งอยู่ข้างถนน   เพราะว่าข้าพเจ้าตื่นแต่เช้าและพวกเขาก็ตื่นแต่เช้า แต่ข้าพเจ้าตื่นแต่เช้าเพื่อศึกษาธรรมบัญญัติ ส่วนพวกเขาเพื่อทำสิ่งไร้สาระ   ข้าพเจ้าทำงานและพวกเขาก็ทำงาน แต่ข้าพเจ้าทำงานแล้วได้รับรางวัล ส่วนพวกเขาไม่ได้รับรางวัล   ข้าพเจ้าวิ่งและพวกเขาก็วิ่ง แต่ข้าพเจ้าวิ่งไปสู่ชีวิตในโลกหน้า ส่วนพวกเขาวิ่งไปสู่หลุมแห่งความตาย

อีกบันทึกหนึ่งเป็นของรับบีซีเมโอนบุตรของโยคัยซึ่งจารึกไว้ว่า ถ้าโลกนี้มีผู้ชอบธรรมสองคน สองคนนั้นคือข้าพเจ้ากับบุตรของข้าพเจ้า  แต่ถ้ามีเพียงคนเดียว คนผู้นั้นคือข้าพเจ้า

เห็นได้ชัดว่าฟาริสีในอุปมาเรื่องนี้ไม่ได้ไปพระวิหารเพื่ออธิษฐานภาวนา แต่ไปเพื่อโอ้อวดความดีของตนให้พระเจ้าฟัง !!

คนที่สอง คนเก็บภาษี

เขายืนอยู่ห่างออกไป ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ได้แต่ข้อนอก พูดว่า ข้าแต่พระเจ้า โปรดทรงพระกรุณาต่อข้าพเจ้าคนบาปด้วยเถิด (ลก 18:13)

          กับผู้ที่สำนึกถึงความผิดบาปของตนเยี่ยงคนเก็บภาษีนี้แหละ ที่สามารถถ่อมตนลงร้องขอพระเมตตาจากพระเจ้าได้ !

          และ ความถ่อมตน ของเขาก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เพราะพระเจ้าทรงประทานความชอบธรรมแก่เขาจริง ๆ (ลก 18:14)

          สิ่งสำคัญที่เราต้องระลึกอยู่เสมอคือ เฉพาะฟาริสีที่ประพฤติตนโอ้อวดเช่นนี้เท่านั้นที่ไม่ได้รับความชอบธรรม  และเฉพาะคนเก็บภาษีที่สำนึกผิดและถ่อมตนเช่นนี้เท่านั้นที่ได้รับความชอบธรรมจากพระเจ้า

          อย่าเหมารวมว่าฟาริสีทุกคนไม่มีทางรอด  และอย่าเหมารวมว่าคนบาปทุกคนจะลงเอยด้วยดี

          นักบุญเปาโลยอมรับว่า พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าเป็นชาวฟาริสี เป็นบุตรของชาวฟาริสี (กจ 23:6-9; 26:5)

          ใช่ นักบุญเปาโลเคยเป็นฟาริสี แต่ท่านกลับใจและเอาตัวรอดได้ !

 

          จากอุปมาเรื่องนี้ พระเยซูเจ้าทรงสอนเราว่า

          1.        คนหยิ่งจองหองไม่อาจอธิษฐานภาวนาได้  สิ่งที่พวกเขาทำได้คือตัดสินคนอื่น ทับถมคนอื่น แล้วก็โอ้อวดตนเองให้พระเจ้าฟัง

          2.        คนที่ดูหมิ่นคนอื่นไม่อาจอธิษฐานภาวนาได้ เพราะเขายกตนอยู่เหนือมนุษย์ด้วยกันเอง จึงไม่มีทางสำนึกได้เลยว่าตนเองก็เป็นหนึ่งในบรรดามนุษย์ที่ล้วนเป็นคนบาป โศกเศร้า ทนทุกข์ และกำลังคุกเข่าอยู่ต่อหน้าพระเจ้าเพื่อวอนขอพระเมตตาจากพระองค์

          3.        การอธิษฐานภาวนาที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเรานำชีวิตของเรามาเทียบเคียงกับชีวิตของพระเจ้าเท่านั้น

                    ไม่มีใครสงสัยเลยว่าฟาริสีในอุปมาเรื่องนี้จำศีลอดอาหารสัปดาห์ละสองวันหรือถวายหนึ่งในสิบของรายได้ทั้งหมดจริงหรือไม่  ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าเขาประพฤติตนดีกว่าคนอื่น เฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับคนเก็บภาษีผู้นั้น

                    แต่เราจะพอใจเพียงแค่ประพฤติตนดีกว่ามนุษย์ด้วยกันเองเท่านั้นหรือ ?

                    เราไม่คิดจะประพฤติตนให้ดีเหมือนพระเจ้าบ้างเลยหรือ ?

                    ต่อเมื่อนำชีวิตของเรามาเทียบเคียงกับชีวิตของพระเยซูเจ้านั่นแหละ  คำอธิษฐานภาวนาที่จะหลุดออกมาจากปากของเราก็คือ...ข้าแต่พระเจ้า โปรดทรงพระกรุณาต่อข้าพเจ้าคนบาปด้วยเถิด (ลก 18:13)

                    และเมื่อนั้น ผู้ที่ถ่อมตนลง จะได้รับการยกย่องให้สูงขึ้น (ลก 18:14)



*********************************


วันเสาร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2565

วันอาทิตย์สัปดาห์ที่ 29 เทศกาลธรรมดา

  วันอาทิตย์สัปดาห์ที่ 29 เทศกาลธรรมดา

 

ข่าวดี  ลูกา 18:1-8

(1)พระเยซูเจ้าทรงเล่าเรื่องอุปมาเรื่องหนึ่งแก่บรรดาศิษย์เพื่อสอนว่าจำเป็นต้องอธิษฐานภาวนาอยู่เสมอโดยไม่ท้อถอย  (2)พระองค์ตรัสว่า ผู้พิพากษาคนหนึ่งอยู่ในเมืองหนึ่ง เขาไม่ยำเกรงพระเจ้าและไม่เกรงใจมนุษย์ผู้ใด  (3)หญิงม่ายคนหนึ่งอยู่ในเมืองนั้นด้วย นางมาพบเขาครั้งแล้วครั้งเล่าพูดว่า กรุณาให้ความยุติธรรมแก่ดิฉันสู้กับคู่ความเถิด  (4)ผู้พิพากษาผู้นั้นไม่ยอมทำตามที่นางขอร้องจนเวลาผ่านไประยะหนึ่ง จึงคิดว่า แม้ว่าฉันไม่ยำเกรงพระเจ้าและไม่เกรงใจมนุษย์ผู้ใด  (5)แต่เพราะหญิงม่ายผู้นี้มาทำให้ฉันรำคาญ ฉันจึงจะให้นางได้รับความยุติธรรม เพื่อมิให้นางรบเร้าฉันอยู่ตลอดเวลา”’  (6)องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า จงฟังคำที่ผู้พิพากษาอธรรมคนนั้นพูดซิ  (7)แล้วพระเจ้าจะไม่ประทานความยุติธรรมแก่ผู้เลือกสรรที่ร้องหาพระองค์ทั้งวันทั้งคืนดอกหรือ  พระองค์จะไม่ทรงช่วยเขาทันทีหรือ  (8)เราบอกท่านทั้งหลายว่าพระองค์จะประทานความยุติธรรมแก่เขาโดยเร็ว แต่เมื่อบุตรแห่งมนุษย์เสด็จมา จะทรงพบความเชื่อในโลกนี้หรือ

 

*******************************

 

          พระเยซูเจ้าทรงระบุวัตถุประสงค์ในการเล่าอุปมาเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจนคือ จำเป็นต้องอธิษฐานภาวนาอยู่เสมอโดยไม่ท้อถอย (ลก 18:1)

          เสมอ ตรงกับภาษากรีก pántote (พานตอแต) บ่งบอกถึงการภาวนาโดยสม่ำเสมอด้วยความพากเพียร  ต่างจาก ádialeíptōs (อาดีอาเลฟโตส) ใน 1 ธส 5:17 ซึ่งหมายถึงการภาวนาโดยไม่รู้จักหยุด

          แปลว่า พระองค์ไม่ทรงประสงค์ให้เราภาวนายืดยาวไม่รู้จักหยุด แต่ทรงปรารถนาให้เราภาวนาบ่อย ๆ ด้วยความสม่ำเสมอและพากเพียรไม่ท้อถอย !!

 

          ผู้พิพากษา ในอุปมาเรื่องนี้ไม่ใช่ชาวยิวแน่นอน เพราะชาวยิวไม่นิยมนำคดีความขึ้นศาลให้ผู้พิพากษาตัดสิน แต่จะนำไปให้ผู้อาวุโสชี้ขาด  และในการพิจารณาคดีของชาวยิว ผู้อาวุโสต้องประกอบด้วยองค์คณะอย่างน้อย 3 คน คนหนึ่งเป็นตัวแทนฝ่ายโจทก์ อีกคนหนึ่งเป็นตัวแทนฝ่ายจำเลย ส่วนคนที่สามได้รับการแต่งตั้งโดยอิสระ เหมือนระบบอนุญาโตตุลาการในบ้านเรา

          สันนิษฐานว่าผู้พิพากษาคนนี้เป็นหนึ่งในบรรดาข้าราชการที่แต่งตั้งโดยโรมหรือกษัตริย์เฮโรดให้ทำหน้าที่พิพากษา ซึ่งผลงานของพวกเขาขึ้นชื่อลือชามากในเรื่องการรับสินบน  หากโจทก์ไม่จ่ายสินบนก็อย่าหวังเลยว่าคดีจะคืบหน้า  และบางครั้งพวกเขาบิดเบือนความยุติธรรมเพื่อแลกกับเนื้อเพียงจานเดียว

          ชาวยิวเอือมระอากับพฤติกรรมของผู้พิพากษากลุ่มนี้ ถึงกับล้อเลียนพวกเขาด้วยการเปลี่ยนชื่อตำแหน่งทางการจาก Dayyaneh Gezeroth (ดัยยาเนห์ เกเซรอธ) ซึ่งหมายถึง ผู้พิพากษาลงโทษ เป็น Dayyaneh Gezeloth (ดัยยาเนห์ เกเซลอธ) เพื่อหมายถึง ผู้พิพากษาโจร

          หญิงม่าย เป็นสัญลักษณ์ของคนยากจนและปกป้องตัวเองไม่ได้  พระเจ้าจึงเอาพระทัยใส่พวกนางเป็นพิเศษถึงกับตรัสสั่งว่า ท่านจะต้องไม่ข่มเหงหญิงม่ายหรือลูกกำพร้า ถ้าท่านข่มเหงเขา เขาจะร้องขอความช่วยเหลือจากเรา เราจะฟังเสียงร้องขอของเขาอย่างแน่นอน เราจะโกรธมาก และจะฆ่าท่านให้ตายในสงคราม ภรรยาของท่านจะต้องเป็นม่าย และลูกของท่านจะเป็นกำพร้า (อพย 22:21-23)

          นักบุญยากอบเสริมว่า ความเลื่อมใสศรัทธาบริสุทธิ์และไร้มลทินเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าพระบิดา คือการเยี่ยมเด็กกำพร้าและหญิงม่ายที่มีความทุกข์ร้อน (ยก 1:27)

          แต่เนื่องจากผู้พิพากษาคนดังกล่าว ไม่ยำเกรงพระเจ้าและไม่เกรงใจมนุษย์ผู้ใด (ลก 18:2) กอปรกับหญิงม่ายไร้ทั้งเงินและอิทธิพล จึงดูเหมือนว่านางหมดหวังโดยสิ้นเชิงที่จะได้รับความยุติธรรมจากผู้พิพากษาคนนี้

          กระนั้นก็ตาม สิ่งเดียวที่นางมีคือความเพียร !

นางมาพบผู้พิพากษาครั้งแล้วครั้งเล่าพูดว่า กรุณาให้ความยุติธรรมแก่ดิฉันสู้กับคู่ความเถิด” (ลก 18:3)

เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง ผู้พิพากษาคนนั้นจึงคิดว่า แม้ว่าฉันไม่ยำเกรงพระเจ้าและไม่เกรงใจมนุษย์ผู้ใด  แต่เพราะหญิงม่ายผู้นี้มาทำให้ฉันรำคาญ ฉันจึงจะให้นางได้รับความยุติธรรม เพื่อมิให้นางรบเร้าฉันอยู่ตลอดเวลา (ลก 18:4-5)

เขายอมจำนนต่อความเพียรของนาง !

         

อุปมาเรื่องนี้ไม่ต้องการเปรียบเทียบความ เหมือน  แต่ต้องการชี้ให้เห็นความ แตกต่าง อย่างสุดขั้วระหว่างพระเจ้ากับผู้พิพากษาอธรรม

          ประเด็นแรก ผู้พิพากษาในอุปมาเป็นคนโลภ รับสินบน บิดเบือนความจริง หากินบนความทุกข์ร้อนของคนอื่น

          ส่วนพระเจ้าทรงเปี่ยมด้วยความรักและความเมตตา  พระองค์ทรงเป็นองค์ความดีบริบูรณ์อย่างไม่มีขอบเขต

          ประเด็นที่สอง ผู้พิพากษาไม่รู้จักหญิงม่ายผู้ยากจนและต่ำต้อยคนนี้มาก่อน จึงไร้ความผูกพันอันใดต่อกันทั้งสิ้น

          ส่วนเราเป็นบุตรของพระเจ้าที่พระองค์ทรงเลือกสรร  มีหรือที่พระองค์จะทอดทิ้งหรือไม่รักและหวงแหนเรา ?

          ในเมื่อผู้พิพากษาอธรรมยังยินยอมให้ความยุติธรรมแก่หญิงม่ายเพราะทนความเพียรของนางไม่ได้  ไหนเลยพระเจ้าผู้ทรงเป็น บิดา ที่รักและห่วงใยลูก จะไม่เต็มพระทัยมอบทุกสิ่งที่ลูกต้องการดอกหรือ ?

          คำถามนี้ไม่ต้องเดาคำตอบเลย เพราะพระเยซูเจ้าทรงยืนยันว่า เราบอกท่านทั้งหลายว่าพระองค์จะประทานความยุติธรรมแก่เขาโดยเร็ว (ลก 18:8)

          โดยเร็ว ตรงกับคำกรีก táchei (ตาเคิย) หมายถึง ในไม่ช้า หรือ ในเวลาอันสั้น ไม่ใช่หมายถึง ทันที (เทียบ กจ 12:7; 22:18; 25:4)

          จึงไม่มีเหตุผลอันใดที่เราจะคาดหวังว่า ขอปุ๊บต้องได้ปั๊บ  แล้วพาลบ่นว่าพระเจ้าว่าทำไมไม่สดับฟังคำอธิษฐานภาวนาของเราสักที !

          อย่าลืมว่าพระเจ้าทรงมีเหตุผลที่ ดีที่สุด สำหรับเราเสมอ...

          บ่อยครั้งไปที่พ่อแม่ปฏิเสธคำขอของลูกเพราะรู้ดีว่าสิ่งที่ขอนั้นก่อให้เกิดผลร้ายมากกว่าผลดี เช่นลูกขอเงินซื้อยาบ้า เล่นเกม เล่นการพนัน เป็นต้น

          พระเจ้าทรงเป็นเช่นเดียวกัน  พระองค์จะไม่ประทานสิ่งที่เป็นผลร้ายแก่บรรดาบุตรของพระองค์เด็ดขาด !

          อีกเหตุผลหนึ่งคือเราไม่รู้อนาคต  เราไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าอีกหนึ่งชั่วโมงข้างหน้าหรืออีกหนึ่งวันข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น ?

          แต่พระเจ้าทรงล่วงรู้อนาคต พระองค์ทรงทราบดีว่าอะไรดีที่สุดสำหรับเรา ในระยะยาว  พระองค์จึงไม่ประทานสิ่งที่ฉาบฉวยหรือเป็นเพียงผักชีโรยหน้าแก่เรา !

          ขอเพียงให้เราวางใจและพากเพียรในการสวดภาวนา อีกทั้งมั่นคงในความเชื่อ เพื่อว่าเมื่อพระองค์เสด็จกลับมา จะทรงพบความเชื่อในโลกนี้ (ลก 18:8)

          และหนทางหนึ่งที่จะรักษาความเชื่อไว้ได้ก็คือ ลงท้ายคำภาวนาของเราทุกครั้งว่า พระประสงค์จงสำเร็จในแผ่นดิน เหมือนในสวรรค์ (มธ 6:10)

 

 


วันอาทิตย์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2565

บทเทศน์วันอาทิตย์สัปดาห์ที่ 28 เทศกาลธรรมดา

 บทเทศน์วันอาทิตย์สัปดาห์ที่ 28 เทศกาลธรรมดา

 

ข่าวดี  ลูกา 17:11-19

          (11)ขณะที่พระเยซูเจ้าเสด็จไปยังกรุงเยรูซาเล็มนั้น พระองค์เสด็จผ่านแคว้นสะมาเรียและกาลิลี  (12)เมื่อเสด็จเข้าไปในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง คนโรคเรื้อนสิบคนเข้ามาเฝ้าพระองค์ ยืนอยู่ห่างพระองค์  (13)ร้องตะโกนว่า พระเยซู พระอาจารย์ โปรดสงสารพวกเราเถิด  (14)พระองค์ทอดพระเนตรเห็นจึงตรัสกับเขาว่า จงไปแสดงตนแก่บรรดาสมณะเถิด ขณะที่เขากำลังไป เขาก็หายจากโรค  (15)คนหนึ่งในสิบคนนี้ เมื่อพบว่าตนหายจากโรคแล้ว ก็กลับมา พลางร้องตะโกนสรรเสริญพระเจ้า  (16)ซบหน้าลงแทบพระบาท ขอบพระคุณพระองค์ เขาผู้นี้เป็นชาวสะมาเรีย  (17)พระเยซูเจ้าจึงตรัสว่า ทั้งสิบคนหายจากโรคมิใช่หรือ อีกเก้าคนอยู่ที่ใดเล่า  (18)ไม่มีใครกลับมาถวายพระเกียรติแด่พระเจ้านอกจากคนต่างชาติคนนี้หรือ  (19)แล้วพระองค์ตรัสกับเขาว่า จงลุกขึ้น ไปเถิด  ความเชื่อของท่านทำให้ท่านรอดพ้นแล้ว

 

**************************

         

สมัยก่อน โรคเรื้อนถือว่าน่ากลัวที่สุด เพราะลำพังความทุกข์ทรมานและความเจ็บปวดจากโรคก็นับว่าสาหัสสากรรจ์อยู่แล้ว แต่สังคมยังซ้ำเติมผู้ป่วยให้ตายทั้งเป็นเข้าไปอีก

กฎหมายยิวกำหนดไว้ว่า ผู้ใดเป็นโรคผิวหนังติดต่อได้ ต้องสวมเสื้อผ้าขาด ไม่โพกศีรษะ และปิดหน้าส่วนล่าง  ร้องตะโกนว่า มีมลทิน มีมลทิน’” (ลนต 13:45) และ ต้องแยกไปอยู่นอกค่าย (ลนต 13:46; กดว 5:3)

ในสมัยกลาง พระสงฆ์จะสวมสโตลาพร้อมกางเขน แห่นำผู้ป่วยโรคเรื้อนเข้าวัดและทำพิธีปลงศพให้ราวกับว่าเขาตายแล้ว

น่าสงสารที่คนโรคเรื้อนถูกสังคมรังเกียจ และโดดเดี่ยวจริง ๆ !

          ในสมัยพระเยซูเจ้า คนโรคเรื้อนถูกห้ามเข้าทุกเมืองที่มีกำแพงล้อมรอบซึ่งรวมถึงกรุงเยรูซาเล็มด้วย  พวกเขาจึงต้องดักพบพระองค์ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งนอกกรุงเยรูซาเล็ม

แม้เมื่อมีโอกาสเข้าเฝ้าพระองค์ พวกเขายังต้อง ยืนอยู่ห่างพระองค์ (ลก 17:12) เพราะพวกรับบีห้ามคนโรคเรื้อนเข้าใกล้เกินกว่า 6 ฟุต  ยิ่งถ้าคนโรคเรื้อนอยู่เหนือลมยิ่งต้องถอยห่างออกไปอีกไม่น้อยกว่า 150 ฟุต

          ที่น่าสังเกตคือในบรรดาผู้ป่วยโรคเรื้อนทั้งสิบคน มีอย่างน้อยคนหนึ่งเป็นชาวสะมาเรีย (ลก 17:16)

ปกติ ชาวยิวกับชาวสะมาเรียจะไม่ติดต่อคบค้าสมาคมกัน แต่เมื่อเป็นโรคร้ายเหมือนกัน อุปสรรคด้านเชื้อชาติที่เคยแยกพวกเขาออกจากกันก็ถูกทำลายลง

พวกเขาลงเรือลำเดียวกัน ไม่มีใครคิดแยกแยะเชื้อชาติอีกต่อไป  สิ่งเดียวที่พวกเขาตระหนักถึงคือ ทุกคนต่างต้องการความช่วยเหลือ

เช่นเดียวกับสัตว์ยามน้ำท่วม พวกมันสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบบนผืนดินแห้งพ้นน้ำที่แคบนิดเดียว  ทั้ง ๆ ที่โดยธรรมชาติแล้วพวกมันไล่ฆ่ากัน

          นี่คือ กฎแห่งชีวิต โดยแท้ !

          ดังนั้น สิ่งเดียวที่จะดึงดูดมนุษย์ทุกคนเข้าหากันและอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขก็คือ ความต้องการความช่วยเหลือจากพระเจ้า !

         

          เมื่อคนโรคเรื้อนร้องตะโกนว่า “‘พระเยซู พระอาจารย์ โปรดสงสารพวกเราเถิด พระองค์ทอดพระเนตรเห็นจึงตรัสกับเขาว่า จงไปแสดงตนแก่บรรดาสมณะเถิด (ลก 17:13-14)

          กฎหมายกำหนดว่า ผู้ที่หายจากโรคผิวหนังติดต่อได้ ผู้นั้นจะถูกนำไปพบสมณะ (ลนต 14:2)

          ขั้นตอนคือ สมณะจะออกไปนอกค่ายเพื่อตรวจว่าผู้นั้นหายแล้วหรือไม่  หากเห็นว่าหายแล้ว สมณะจะประพรมเลือดนกบนตัวเขาเจ็ดครั้ง  ให้เขาชำระเนื้อตัวจนสะอาด แล้วกลับเข้าค่ายได้ แต่ยังต้องนอนแยกต่างหากจากผู้อื่น

          วันที่เจ็ด ให้โกนศีรษะ หนวดเครา และขนทั้งหมดอีกครั้ง (เพื่อตรวจสอบว่าแผลหายสนิท) แล้วอาบน้ำ เป็นอันพ้นมลทิน

          วันที่แปด สมณะจะทำพิธีชำระมลทินด้วยการฆ่าสัตว์เป็นเครื่องเผาบูชา พร้อมกับเผาธัญบูชา (แป้งสาลีอย่างดีหกกิโลกรัมผสมกับน้ำมันมะกอก) บทพระแท่น เป็นอันเสร็จพิธีการ

          จะเห็นว่า พระเยซูเจ้าทรงสั่งให้พวกเขาปฏิบัติตามขั้นตอนเท่าที่สติปัญญาของมนุษย์สมัยนั้นจะคิดค้นขึ้นมาได้ !!

          เพราะฉะนั้น เราจะรออัศจรรย์จากพระเจ้าให้หายจากโรคร้าย โดยที่ตัวเราเองไม่ออกแรงหรือไม่พยายามใช้เทคโนโลยีเท่าที่อำนวยเลยไม่ได้ เช่น ไม่ยอมพบแพทย์ ไม่กินยา ไม่ออกกำลังกาย ไม่อดอาหารตามแพทย์สั่ง ฯลฯ

เหตุว่า อัศจรรย์คือความร่วมมือกันระหว่างพระหรรษทานของพระเจ้ากับตัวเราผู้มีความเชื่อ !

ไม่ใช่ปล่อยให้พระเจ้าทำงานแต่เพียงฝ่ายเดียว !

         

          ไม่มีเหตุการณ์ใดที่สะท้อนให้เห็นความอกตัญญูของมนุษย์ได้ชัดเจนเท่าครั้งนี้  คนโรคเรื้อนไปเฝ้าพระเยซูเจ้าด้วยความสิ้นหวัง  แต่เมื่อหายจากโรค มีเพียงคนเดียวที่กลับมา พลางร้องตะโกนสรรเสริญพระเจ้า ซบหน้าลงแทบพระบาท ขอบพระคุณพระองค์ (ลก 17:15-16)

          หนึ่งในสิบเท่านั้นที่กตัญญู !

          ทำไม ความกตัญญู ช่างหาได้ยากเย็นปานฉะนี้ ?

          แรกสุด เราไม่กตัญญูต่อพระเจ้า

          ยามทุกข์ร้อน เราสวด สวด แล้วก็สวด

          นอกจากสวดถี่ยิบแล้ว บางคนยังร่อนไปจาริกแสวงบุญตามวัดหรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทั้งในและต่างประเทศเพื่อแสวงหาความช่วยเหลือจากพระเจ้าอย่างร้อนรน

          แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป ความทุกข์ร้อนจางหายไป ตัวเราก็พลอยหายหน้าไปจากพระองค์ด้วย !

          หลายคนมีอาหารกินครบสามมื้อ แต่ไม่เคยเอ่ยปากขอบคุณพระองค์สักคำ !

          พระองค์ประทานพระบุตรแต่เพียงองค์เดียวเพื่อเรา มีสักกี่คนที่ขอบพระคุณพระองค์ ?

          อนึ่ง ต้องไม่ลืมว่าวิธีขอบคุณพระเจ้าที่ดีที่สุดคือ พยายามทำให้ตัวเราสมได้รับพระพรและพระเมตตาของพระองค์ยิ่งวันยิ่งมากขึ้น

 

          ประการที่สอง เราไม่กตัญญูต่อบิดามารดา

          ตั้งแต่เป็นทารก หากบิดามารดาละสายตาจากเราแม้เพียงชั่วครู่ เราอาจไม่มีวันนี้

          ยิ่งไปกว่านั้น ในบรรดาสิ่งมีชีวิตด้วยกัน มนุษย์ใช้เวลานานที่สุดกว่าจะช่วยเหลือตัวเองได้  กี่ปีกี่เดือนกันที่เราต้องพึ่งพาบิดามารดาในทุกเรื่อง ?

          แต่วันนี้ หลายคนมองบิดามารดาของตนเป็นคนแก่ที่น่ารำคาญ น่าเบื่อ หัวดื้อ พูดจาไม่รู้เรื่อง

ซ้ำร้ายไปกว่านั้น บางคนมองพ่อแม่บังเกิดเกล้าของตนเองแท้ ๆ เป็นดั่ง ภาระ ที่ต้องส่งต่อให้สถานสงเคราะห์ผู้สูงอายุรับช่วงดูแลต่อไป

          อย่างนี้นี่เล่า สถานสงเคราะห์ สถานรับฝากหรือรับเลี้ยงผู้สูงอายุจึงพากันผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด

          อย่างนี้ยังสมควรจะได้ชื่อว่า ลูก อยู่อีกหรือ ?

 

          ประการสุดท้าย เราไม่กตัญญูต่อเพื่อนมนุษย์

          น้อยคนยิ่งนักที่ไม่เคยเป็นหนี้บุญคุณคนอื่น

          ครูบาอาจารย์ไม่เคยประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้แก่เราบ้างเลยหรือ ?

ตำรวจและทหารไม่เคยพิทักษ์ปกป้องชีวิตและแผ่นดินของเราบ้างเลยหรือ ?

แพทย์ พยาบาล นักวิทยาศาสตร์ไม่เคยเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยให้เราเจ็บปวดน้อยลง หายจากโรคเร็วขึ้น หรือมีชีวิตยืนยาวขึ้นบ้างเลยหรือ ?

หรือเพื่อนของเราไม่เคยทำอะไรดี ๆ เพื่อเราบ้างเลยหรือ ?

          เราเคยตอบแทนบุญคุณของพวกเขาบ้างไหม ?

          หรือว่าไม่เคยแม้แต่จะคิด !!!

 

 








วันจันทร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2565

4 ตุลาคม ระลึกถึงนักบุญฟรังซิส แห่งอัสซีซี [St. Francis of Assisi (C. 1181 - 1226)]

 4 ตุลาคม

ระลึกถึงนักบุญฟรังซิส แห่งอัสซีซี

[St. Francis of Assisi (C. 1181 - 1226)]






 

 นักบุญฟรังซิส เกิดที่เมืองอัสซีซี ประเทศอิตาลี ในปี ค.ศ.1181 (หรือ 1182) ครอบครัวมีฐานะมั่งคั่ง และเจริญชีวิตอย่างหรูหรา  จึงได้รับความสะดวกสบายทุกอย่าง  แรกเกิดได้รับชื่อทางคริสตชนว่า โจวานนี (Giovanni) โดยแม่ซึ่งชื่อว่า โจวานนา (Giovanna) เป็นผู้ตั้งให้ แต่ได้รับการตั้งชื่อใหม่เป็น ฟรานเชสโก (Francesco) โดยพ่อที่ร่ำรวยของท่านที่ชื่อว่า ปิเอโตร ดิ แบร์นาร์โดเน (Pietro di Bernardone) ผู้ซึ่งในเวลาที่ฟรังซิสเกิดมา เขากำลังเดินทางไปทำธุรกิจอยู่ที่อื่น

 

 เหมือนกับหนุ่มๆ ทั่วไปในสมัยนั้น  ฟรังซิสเป็นหนุ่มเจ้าสำราญที่มีชื่อเสียง  แต่ขณะเดียวกันพวกหนุ่มๆ ก็อยากเป็นอัศวินตามความนิยมของคนในสมัยนั้น  และฟรังซิสก็ได้เป็นสมใจ คือในปี ค.ศ. 1202   เมืองอัสซีซีทำสงครามกับเมืองเปรูจา (Perugia) ที่อยู่ใกล้เคียง  ท่านได้สวมชุดอัศวินและไปทำสงครามในครั้งนี้  ผลคือท่านถูกจับ และถูกนำตัวไปขังคุกไว้เป็นเวลา 1 ปี  หลังจากถูกปล่อยตัวออกมา  และหลังจากที่ท่านหายจากการเจ็บป่วยขั้นรุนแรง  ท่านพยายามจะเข้าร่วมรบอีกในปลายปี ค.ศ.1205  โดยเข้าร่วมกับกองกำลังของพระสันตะปาปาต่อสู้กับกองกำลังของพระเจ้าเฟรเดริคที่ 2 (Frederick II) ที่เมือง Apulia แต่ก็เป็นความพยายามที่สูญเปล่าเมื่อภาพนิมิตที่เมือง Spoleto ได้บอกให้ท่านกลับไปยังเมืองอัสซีซี  และจากที่นั่น ให้รอคอยกระแสเรียกของการเป็นอัศวินชนิดใหม่  ซึ่งจะทำให้ท่าน "ได้รับใช้พระอาจารย์เจ้ามากกว่ามนุษย์" – นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับใจ

 

- ในการปลีกวิเวกและภาวนา ท่านแสวงหาที่จะพบพระประสงค์ของพระเจ้าที่มีสำหรับตัวท่าน  การค้นพบใหม่เรื่องของคนยากจนและเจ็บป่วยมาถึงจุดสูงสุดตอนที่ท่านลงจากหลังม้าแล้วให้ทานกับคนโรคเรื้อนตามทาง และมหัศจรรย์ยิ่งไปกว่านั้น ท่านดึงคนโรคเรื้อนที่น่ารังเกียจเข้ามาโอบกอด เหตุการณ์นั้น จากคำของท่านเองได้เปลี่ยนจาก "ความขมขื่นไปสู่ความอ่อนหวาน"

 

- ต่อมาได้รับคำสั่งที่ออกมาจากกางเขนวัดซานดามิอาโนให้ซ่อมแซมวัดที่เหลือแต่ซากปรักหักพัง แรกๆ ท่านใช้เงินทุนจากทางบ้านมาซ่อมแซม แต่พ่อของท่านไม่พอใจ ท่านจึงสละทุกสิ่ง และคืนทุกอย่างให้กับผู้เป็นพ่อ จากหนุ่มร่ำรวยกลายเป็นขอทานชั่วข้ามคืน ท่านทำเช่นนี้เพื่อเห็นแก่พระอาจารย์เจ้าผู้ยิ่งใหญ่ของท่านนั่นเอง

 

- ต่อมา แม้ท่านเป็นเพียงฆราวาส แต่ก็ได้รับแรงบันดาลใจจากพระวรสาร มธ 10 : 5-14 จึงเริ่มเดินทางประกาศพระวาจาแก่ทุกคน การดำรงชีวิตเรียบง่าย และคำสอนของท่านดึงดูดชายหนุ่มมากมายให้มาติดตาม  วันที่ 16 เมษายน ค.ศ. 1209  ท่านก็ตั้งเป็นคณะนักบวช "ภราดาน้อย" ขึ้นมา มีคติพจน์คือ "ติดตามคำสั่งสอนขององค์พระเยซูคริสตเจ้าของเรา และเดินตามรอยพระบาทของพระองค์" โดยมีพระนางมารีย์ ราชินีแห่งนิกรเทวดาเป็นผู้นำทางและปกป้อง ต่อมาพระสันตะปาปาอินโนเซนต์ที่ 3 ทรงรับรองคณะที่ตั้งใหม่นี้

 

- บรรดาภราดา แต่งชุดสีน้ำตาล เดินทางจากเหนือสู่ใต้ของอิตาลีและนอกดินแดนอิตาลีด้วย ได้ทำการเทศน์สอนด้วยความร้อนรนและศรัทธาเข้มแข็ง จึงมีจำนวนเพิ่มขึ้นมากมาย ในปี ค.ศ.1219 ซึ่งมีการประชุมของคณะ  ปรากฏว่ามีภราดาราว 5,000 คนเข้าร่วม

 

- ฟรังซิส ปฏิเสธอย่างสุภาพไม่รับศีลบวชเป็นพระสงฆ์ ด้วยความเคารพต่อความเป็นสงฆ์ ซึ่งเป็นศักดิ์ศรีที่ท่านถือว่าตนเองไม่คู่ควร

 

- ฟรังซิส เป็นคนแรกที่คิดและทำถ้ำพระกุมารขึ้นมาเป็นครั้งแรก  ในการเฉลิมฉลองวันคริสต์มาสในปี ค.ศ.1223

 

- ในปี ค.ศ.1224 ในวันฉลองเทิดทูนกางเขน ในขณะที่ท่านรำพึงถึงเรื่องพระทรมานของพระคริสตเจ้า ท่านได้รับพระพรให้เกิดตราประทับเป็นรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ทั้งห้าขององค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงถูกตรึงกางเขนบนตัวของท่าน  นี่ถือว่าเป็นการบันทึกครั้งแรกเกี่ยวกับเรื่องรอยประทับของรอยแผลศักดิ์สิทธิ์

 

- ฟรังซิสพิจารณาว่า ธรรมชาติเป็นกระจกส่องของพระเจ้า จึงเขียนบทเพลงสดุดีขึ้นมา  ชื่อว่า Brother Sun  และกลายเป็นบทเพลงสดุดีที่มีชื่อเสียงของท่าน

 

- ท่านได้รับความยากลำบากจากโรคภัยเกี่ยวกับตา และร่างของท่านมีอาการบวมน้ำ แต่ท่านสวดด้วยความอดทนว่า "ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ข้าพเจ้าขอบพระคุณพระองค์สำหรับความเจ็บปวดที่ข้าพเจ้าได้รับ"

 

- ความหมายของความยากจน ซึ่งเป็นพื้นฐานคุณธรรมของฟรังซิสไม่เพียงปรากฏแต่เพียงภายนอกว่ายากจนเท่านั้น แต่ท่านสละตัวตนจนหมดสิ้นเหมือนพระคริสตเจ้าที่ท่านได้ค้นพบใน ฟป 2 : 7 และจะเห็นชัดเจนมากขึ้น ตอนกำลังจะตายท่านได้ขอและได้รับอนุญาตจากอธิการของท่านให้ตายอย่างเปลือยเปล่าบนพื้นดินว่างเปล่า ในแบบเดียวกับองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระอาจารย์เจ้าของท่าน คือพระเยซูคริสตเจ้าที่ท่านรักนั่นเอง

 

- (จากประวัติของนักบุญกลารา พรหมจารี ที่เราระลึกถึงวันที่ 11 สิงหาคม ซึ่งเป็นผู้ติดตามนักบุญฟรังซิสและจิตตารมณ์ของท่านอย่างใกล้ชิด ได้เล่าว่าก่อนที่นักบุญกลาราจะสิ้นใจ เพื่อนรุ่นแรกๆสามคนของนักบุญฟรังซิส ได้อ่านบทพระทรมานของพระเยซูเจ้าตามคำบอกเล่าของนักบุญยอห์นดังๆให้ท่านได้ฟัง เหมือนที่พวกเขาได้เคยทำเช่นนี้เมื่อ 27 ปีก่อนหน้านั้นให้นักบุญฟรังซิสได้ฟังก่อนสิ้นชีพที่ Portiuncula ที่เล่ามานี้เพื่อจะบอกว่า ก่อนที่นักบุญฟรังซิสจะสิ้นชีพ ท่านได้ขอให้เพื่อนๆสามคนแรกที่ติดตามท่านอ่านพระทรมานของพระเยซูเจ้าที่เล่าโดยนักบุญยอห์นให้ฟังก่อนจากโลกนี้ไป)

 

- วันที่ 3 ตุลาคม ค.ศ. 1226 ฟรังซิสสิ้นลมหายใจที่ Portiuncula (="little portion" อยู่ในวัดที่ชื่อ พระนางมารีย์แห่งนิกรเทวดา) ซึ่งเป็นที่ที่ท่านได้รับการเผยแสดงถึงพันธกิจของท่าน และเป็นที่กำเนิดของคณะภราดาของท่าน ร่างของท่านแต่แรกฝังไว้ที่วัด ซาน จอร์โจ ที่อัสซีซี เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม   แต่ต่อมาเคลื่อนมาไว้ที่บาสิลิกาที่ตั้งเป็นเกียรติแก่ท่าน เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ค.ศ. 1230

 

- ได้รับการประกาศเป็นนักบุญวันที่ 16 กรกฎาคม ค.ศ.1228 โดยพระสันตะปาปา เกรโกรี ที่ 9

 

- พระสันตะปาปา เบเนดิกต์ที่ 15 เรียกท่านว่า "เป็นภาพพจน์ที่ครบสมบูรณ์ที่สุดของพระคริสต์ที่เคยมีมา" (the "most perfect image of Christ" that ever lived!)

 

- ในปี ค.ศ.1916 ท่านได้ถูกประกาศให้เป็นองค์อุปถัมภ์ของกิจการคาทอลิก

 

- ในปี ค.ศ.1926 พระสันตะปาปา ปีโอ ที่ 11 ขนานนามท่านว่าเป็น "พระคริสตเจ้าอีกองค์หนึ่ง" (alter Christus = another Christ)

 

- ใน Encyclopaedia Britannica กล่าวเกี่ยวกับท่านว่า "บางทีไม่มีใครเลยในประวัติศาสตร์ที่จะปฏิบัติตนเองอย่างจริงจังเช่นนี้ เช่นที่ฟรังซิสได้ทำ คือเลียนแบบชีวิตของพระคริสตเจ้า และปฏิบัติงานของพระคริสต์จนสำเร็จในแบบที่พระคริสต์เองทรงกระทำ นี่คือกุญแจแห่งคุณลักษณะและจิตตารมณ์ของนักบุญ ฟรังซิส ถ้าละทิ้งแง่มุมนี้จะทำให้ไม่พบดุลภาพของนักบุญที่เป็นผู้รักธรรมชาติ นักสังคมสงเคราะห์ นักเทศน์ที่เดินทางไปทั่ว และเป็นผู้รักความยากจน"

 

- ในปี ค.ศ.1939 นักบุญที่น่ารักองค์นี้ได้รับการประกาศเป็นองค์อุปถัมภ์ของประเทศอิตาลี

 

(ถอดความโดย คุณพ่อ วิชา  หิรัญญการ จากหนังสือ Saint Companions For Each Day ; เขียนโดย A.J.M. Mausolfe และ  J.K. Mausolfe)



********************************************



วันศุกร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2565

1 ตุลาคม ระลึกถึงนักบุญเทเรซา แห่งพระกุมารเยซู พรหมจารี และนักปราชญ์แห่งพระศาสนจักร (St Thérèse of the Child Jesus, Virgin & Doctor, memorial)

1 ตุลาคม

ระลึกถึงนักบุญเทเรซา แห่งพระกุมารเยซู

พรหมจารี และนักปราชญ์แห่งพระศาสนจักร

(St Thérèse of the Child Jesus, Virgin & Doctor, memorial)

*******************************************

มารี ฟร็องซัวส์ เทแรส (Marie Francoise Thérèse) เกิดเมื่อวันที่ 2 มกราคม ค.ศ. 1873  เป็นลูกคนสุดท้องในจำนวนทั้งหมด 9 คน   จากครอบครัวที่ศรัทธาแห่งอะลังซอง (Alencon)  ประเทศฝรั่งเศส  ทั้งคุณพ่อ Louis และคุณแม่ Zelie  Martin ของท่านนักบุญเคยคิดที่จะเจริญชีวิตเป็นนักบวชมาก่อน  แต่พระเจ้าทรงทดแทนให้ท่านทั้งสองโดยรับลูกๆของพวกท่านถึง 5 คนให้ได้ไปเป็นนักบวช  หนูน้อยเทเรซาตั้งแต่อายุ 9 ขวบเป็นต้นมาได้พยายามตามบรรดาพี่ๆของเธอไปที่อารามคณะคาร์เมไลท์ไม่สวมรองเท้าที่เมือง ลีซีเออซ์ (Lisieux)  ขณะที่เธอมีอายุได้ 14 ปี  พระสังฆราชก็ยังพิจารณาเห็นว่าเธอยังเด็กไปที่จะเข้าอาราม  ดังนั้นในปีศักดิ์สิทธิ์เธอได้เดินทางไปที่กรุงโรม และได้ร้องขอเป็นการส่วนตัวต่อสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอ ที่ 13  ให้อนุมัติแก่เธอเป็นพิเศษเพื่อจะได้เข้าอาราม  ในที่สุด ท่านก็ได้รับการต้อนรับให้เข้าอารามได้จาก Mother Prioress  ในขณะที่อายุเพียง 15 ปีเท่านั้น

 

ซิสเตอร์เทเรซา แห่งพระกุมารเยซู  ซึ่งใครๆก็เรียกเธอด้วยชื่อนี้  ได้รับคำชื่นชมโดยเห็นได้ชัดว่าเป็นผลิตผลแห่งพระหรรษทาน  เธอได้ก้าวหน้าอย่างมั่นคงและรวดเร็วในเรื่องของความศักดิ์สิทธิ์  จนกระทั่งเมื่ออายุ 22 ปีก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นนวกจารย์  - ความซื่อแบบเด็กๆ  ความสุภาพที่ปรากฏออกมาภายนอก  การเสียสละอุทิศตนอย่างสม่ำเสมอ  และความรักต่อพระเจ้าอย่างไม่มีขอบเขต  รวมถึงความไว้วางใจในพระองค์โดยสิ้นเชิง  สิ่งเหล่านี้คือคุณธรรมที่โดดเด่นในชีวิตของเธอ  "ไม่มีใครจะวอนขอมากเกินไปจากพระเจ้า  ผู้ทรงฤทธานุภาพและทรงเมตตาสงสาร  เขาจะได้รับจากพระองค์จริงๆตามสัดส่วนของความไว้วางใจที่เขามีต่อพระองค์"  แต่โดยผ่านทาง "หนทางเล็กๆ" (Little Way) ของเธอ  ในการกระทำหน้าที่เล็กๆน้อยๆในชีวิตประจำวันอย่างครบครันด้วยความรักต่อพระเจ้า  ก็ได้กลายเป็นแบบอย่างและแรงบันดาลใจสำหรับคนธรรมดาอย่างมากมายนับไม่ถ้วน  ซึ่งเธอได้เปิดเผยในหนังสืออัตชีวประวัติที่มีชื่อเสียงของเธอที่ชื่อว่า  "เรื่องเล่าของวิญญาณดวงหนึ่ง" (The Story of a Soul)  ซึ่งเธอได้เขียนเพราะความนบนอบ  "อย่าทำตนให้เด่นในทุกสิ่ง  อย่าบ่นว่า  อย่าบอกว่าตนไม่สบาย  จงแสดงความเป็นมิตรอย่างพิเศษกับคนเหล่านั้นที่ใจจืดใจดำกับเรา  จงให้คำตอบอย่างหลักแหลมด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจ"  - เหล่านี้คือ สิ่งที่เธอปฏิบัติจริง

 

ในช่วงระยะเวลาเก้าปีครึ่งในการใช้ชีวิตอยู่ในอารามเธอไม่ได้ทำตัวโดดเด่น  แต่กลับวางตัวเป็นธรรมชาติมากจนว่าเธอสามารถผ่านเวลานี้ไปโดยไม่เป็นที่สังเกต  สิ่งที่เธอตั้งใจทำเป็นพิเศษ  คือเธอรู้สึกว่าจะต้องช่วยบรรดาพระสงฆ์และบรรดามิชชันนารีของพระศาสนจักร  ดังนั้น เธอจึงสวดภาวนาและทำพลีกรรมเพื่อพวกเขา  และหลังจากการตายต่อตนเองทั้งร่างกายและจิตใจ (เธอเคยใฝ่ฝันจะเป็นมรณสักขีตั้งแต่วัยเด็ก)   เธอได้มอบถวายตนด้วยความอ่อนหวานและความอดทนขั้นวีรกรรม ให้เป็นเสมือนเชลยของความรักเปี่ยมเมตตาของพระเจ้า  เธอได้สิ้นชีพเพราะวัณโรคเมื่อวันที่ 30 กันยายน ค.ศ.1897 เมื่อมีอายุ 24 ปี  "มีเพียงสิ่งเดียวที่ต้องทำเมื่อเราอยู่ในโลกข้างล่างนี้  คือรักพระเยซูเจ้า  และช่วยวิญญาณต่างๆ ให้รอด  เพื่อพระองค์จะทรงได้รับความรักมากขึ้น"

 

ได้รับแต่งตั้งเป็นบุญราศี ในปี ค.ศ. 1923  และได้รับการประกาศแต่งตั้งเป็นนักบุญเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม ปี ค.ศ.1925  โดยพระสันตะปาปาปีโอที่ 11  ชื่อของท่านนักบุญที่ว่า "ดอกไม้น้อยๆ" (the Little Flower) กลายเป็นชื่อที่คนรู้จักกันอย่างกว้างขวาง  ท่านเป็นองค์อุปถัมภ์ของบรรดานักบิน  ของประเทศรัสเซีย  และพร้อมกับนักบุญฟรังซิสเซเวียร์ ของประเทศมิสซังทั้งหลาย  และท่านยังได้รับการประกาศเป็นนักปราชญ์แห่งพระศาสนจักรในปี ค.ศ.1997 โดย นักบุญยอห์น ปอล ที่ 2  พระสันตะปาปา

 

(ถอดความโดย คุณพ่อวิชา  หิรัญญการ จากหนังสือ Saint Companions For Each Day

เขียนโดย A.J.M. Mausolfe  และ J.K. Mausolfe)

 










นักบุญเทเรซา แห่งพระกุมารเยซู

ช่วยวิงวอนเทอญ.

*****************************************

 


วันอาทิตย์ที่ 30 ตุลาคม 2022 สัปดาห์ที่ 31 เทศกาลธรรมดา ปี C

วันอาทิตย์ที่ 30 ตุลาคม  2022  สัปดาห์ที่ 31 เทศกาลธรรมดา ปี C อาทิตย์ที่ 31 เทศกาลธรรมดา   ข่าวดี   ลูกา 19:1-10           (1)พระเยซู...